เปา การ์นาชเช่ ถึง ธีราทร

“เปา การ์นาชเช่” ถึง “ธีราทร “

Facebook
Twitter
WhatsApp

เราได้เห็นอะไรบ้าง จากกรณีดราม่าของ เปา การ์นาชเช่ ถึง ธีราทร

การเข้ารอบรองชนะเลิศของทีมชาติไทย ในศึก AFF SUZUKI CUP 2020 ดูแล้วไม่น่าจะมีดราม่าอะไร เพราะผลงานก็อยู่ในเกณฑ์ดีและเป็นไปตามเป้าหมาย แต่สุดท้ายก็เกิดดราม่าขึ้นจนได้ กับกรณีที่ เปา การ์นาชเช่ อดีตโค้ชของบริษัทเอโคโน่ ซึ่งเข้ามาทำงานร่วมกับสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย โดยตัวโค้ชวัย 24 ปี ได้วิจารณ์ถึงฟอร์มการเล่นของไทย ในเกมกับ ฟิลิปปินส์ แล้วมีส่วนหนึ่งที่วิจารณ์ถึง ธีราทร ทำให้หลังจากนั้น เจ้าอุ้มมีการแชร์โพสต์และต่อว่า สุดท้ายเรื่องราวจบลงที่ การ์นาชเช่ โพสต์ขอโทษและไม่มีเจตนาร้าย

สิ่งหนึ่งที่ ธีราทร และแฟนบอลควรเข้าใจ โดยเฉพาะในยุคโซเชียล คือ การวิจารณ์ เป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ ซึ่งแน่นอนว่าหลากคนย่อยหลากหลายความคิด แล้วมันย่อมมีที่เราจะไม่เห็นด้วย แต่เมื่อไรที่เราเจอแนวคิดที่รู้สึกว่าสวนทาง เราก็ควรใช้เหตุผลโต้แย้ง มากกว่าอารมณ์ หรือหากเป็นข้อมูลที่ไร้แก่นสาร การปล่อยผ่าน อาจเป็นสิ่งที่ดีกว่า เว้นเสียแต่ข้อมูลที่สร้างความเสียหายแบบไม่มีหลักฐาน อันนี้อาจต้องเข้าสู่กระบวนการแจ้งความ  

สิ่งที่เห็นได้อีกข้อ คือ การไม่มีสติในการเล่นสื่อโซเชียลของ ธีราทร ซึ่งการเล่น Facebook ของเจ้าตัว ล้วนแต่มีแฟนบอลและเพื่อนนักเตะติดตามค่อนข้างมาก กระนั้นในช่วงหลังๆ มันก็เริ่มปรากฏให้เห็นถึงกรณีพิพาทต่างๆ อาทิ การตอบคอมเมนต์แฟนบอลเวียดนาม ให้กลับไปกินสุนัข ซึ่งตรงจุดนี้อาจสร้างความฮือฮาและขำขันให้กับแฟนบอลบ้านเรา แต่หากมองอีกมุม มันก็เข้าข่ายการเหยียดเชื้อชาติเหมือนกัน หรือในกรณีล่าสุด ที่บอกว่า เอโคโน่ ไม่ต่างกับครูพละที่มีโปรไลเซนส์ ซึ่งตรงจุดนี้ ธีราทร อาจไม่ทราบถึงเบื้องลึกว่าบริษัทนี้เคยทำงานกับสโมสร หรือทีมชาติใดมาบ้าง ฉะนั้นหากเจ้าอุ้ม ไม่ใช้สติในการเสพสื่อ มันก็จะเป็นเรื่องที่อันตรายกับเจ้าตัวในอนาคต กับความเสี่ยงที่จะเกิดกรณีพิพาท หรือดราม่า แล้วสุดท้ายมันอาจส่งผลถึงภาพลักษณ์ในแง่ลบ

สิ่งที่เห็นได้อย่างสุดท้าย คือ เอคโคโน่ถูกด้อยค่าว่าไม่สามารถพัฒนาระบบเยาวชนไทยได้ ซึ่งหากกล่าวเช่นนี้ ก็ต้องย้อนถามว่า ก่อนหน้านี้ระบบเยาวชนของเราพัฒนาแล้วหรือไม่ก่อน โดยถ้าคำตอบออกมาว่า ระบบเยาวชนของเราไม่เคยพัฒนา แล้วต่อให้เอโคโน่เข้ามา ทำไมเราก็ยังอยู่ที่เดิม สุดท้ายเราต้องตั้งคำถามว่าอะไร คือ สิ่งที่หยุดยั้งการพัฒนา มิใช่โทษบริษัทที่เข้ามาทำงานเพียงอย่างเดียว อีกทั้งยังต้องไม่ลืมว่าการสร้างเยาวชนต้องใช้เวลาและมีแผนการที่ชัดเจน เช่น เมืองทอง ยูไนเต็ด บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด หรือ ชลบุรี เอฟซี ซึ่งล้วนแต่ใช้เวลาเกือบ 10 ปี กว่าจะเห็นผล ฉะนั้นหากนักเตะระดับตำนานของทีมชาติไทยยังไม่เข้าใจกระบวนการของการสร้างเยาวชน ฟุตบอลไทยในอนาคตก็น่าเป็นห่วงไม่น้อย

ติดตามข่าวกีฬาในทุกสัปดาห์ได้ที่ livethaileague.com

FB : รวมพลคนบันเทิง

Facebook
Twitter
WhatsApp
Email