ทำไม ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ จึงมาจบดีลกับ บียู

ทำไม ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ จึงมาจบดีลกับ บียู

ข่าวคราวของ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ กลับมาเป็นที่สนใจตามหน้าสื่ออีกครั้ง หลังจากสัญญาใกล้จะหมดสิ้นปีนี้ แต่ทำไมยังไม่มีการต่อออกไป ก่อนที่ในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาจะไปลงเอยกับ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ด้วยสัญญายืมตัว 5 เดือน เสียอย่างนั้น ซึ่งที่มาและที่ไปทั้งหมดมันเกิดอะไรขึ้น วันนี้เราจะได้รู้กัน

          ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ย้ายมาอยู่กับ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด เมื่อปี 2018 ด้วยค่าตัว 30 ล้านบาท จาก สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด โดยการอยู่ในถิ่นลีโอ สเตเดี้ยม ได้รับค่าเหนื่อย 4 แสนบาท อีกทั้งในช่วงที่ทีมตกชั้นลงไปสู่ไทยลีก 2 สโมสรก็ได้ปล่อยยืมไปอยู่ญี่ปุ่น จากนั้นเมื่อกลับมาก็พาทีมคว้าแชมป์ได้ นั่นจึงทำให้เอเย่นต์เข้าไปต่อรองกับสโมสร ว่าต้องการให้นักเตะของตัวเองอัพค่าเหนื่อยเป็น 7-8 แสนบาทต่อเดือน

พร้อมกับค่าเซ็นปีละ 1 ล้านบาท ซึ่งในยามวิกฤตโควิด-19 เช่นนี้ ไม่มีสโมสรไหนจะอัพค่าเหนื่อยเป็น 2 เท่าได้ เพราะตลอดปีที่ผ่านมาไม่มีรายรับเลย ฉะนั้นอย่างดีที่สุด คือ เพิ่มได้ 10-20% จากเงินเดือนเดิม หรือเท่าเดิม ฉะนั้นการที่อยู่ๆเดินเข้ามาแล้วขออัพเป็น 2 เท่า แบบไร้การต่อบอล จึงทำให้ บอสปวิณ หัวเสีย พร้อมกับสั่งให้ขับออกจากทีมชุดใหญ่ทันที

ทำไม ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ จึงมาจบดีลกับ บียู
ทำไม ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ จึงมาจบดีลกับ บียู

การท่าเรือ เอฟซี เป็นอีกสโมสรที่น่าจะจ่ายค่าตัวไหว นั่นจึงทำให้เอเย่นต์เข้าไปเสนอด้วยเรตที่เท่ากัน แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ เพราะค่าเหนื่อยที่มากขนาดนี้ คนจ่ายต้องคิดหนักแน่ เพราะนักเตะที่มีอยู่เดิมก็มากอยู่ นั่นจึงทำให้การหาสโมสรใหม่ล่มลง หรือการจะลดค่าตัวแล้วเดินกลับเข้าไปเจรจาใหม่ มันก็ไม่ทันการณ์เสียแล้ว

นั่นจึงทำให้ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ที่สนใจในตัว ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ เหมือนกัน ได้มีการเจรจาต่อรองกับเอเยนต์ แล้วรีบตกลงรับเงื่อนไข แม้จะให้ค่าเหนื่อยเพียง 4 แสนบาท เพราะถ้าหากปล่อยให้ดีลล่มไปอีก สโมสรที่จะมาจ่ายค่าเหนื่อยให้ อาจเหลือเพียง 2-3 แสนบาทต่อเดือนเท่านั้น

ทำไม ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ จึงมาจบดีลกับ บียู
ทำไม ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ จึงมาจบดีลกับ บียู

จากเคสการย้ายทีมของ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ในครั้งนี้ นับเป็นบทเรียนสำคัญของนักเตะไทยทุกคนที่ควรหันกลับมามองว่าฝีเท้าของตัวเองควรอยู่ในเรตไหน อีกทั้งในยามวิกฤตโควิด-19 ก็ควรเห็นใจสโมสร เพราะตลอดปีที่ผ่านมาไม่มีรายได้เข้ามาเลย

ทำให้การดีลที่ดีและให้เกียรติ คือ ต่อรองว่าของเพิ่ม 10-20%, ขอเท่าเดิม หรือลดเท่าไรก็ว่าไป เพราะถ้าหากยืนข้อเสนอแบบเคสนี้ นอกจากนักเตะจะเสียโอกาส ก็ยังเสียความสัมพันธ์ที่ดีกับเจ้าของสโมสรอีกด้วย 

ติดตามข่าวสารใหม่ได้ที่ livethaileague.com